เลื่อนเปิดเทอม12 จว.น้ำท่วม 15 พ.ย.


          รับมือน้ำโจมตีกรุงเทพฯ ครม.มีมติให้ รร.ใน 12 จังหวัดประสบภัยน้ำท่วมเลื่อนเปิดเทอมเป็น 15 พ.ย. ส่วน “วิทยา” สั่งทุก รพ.ใน กทม.ส่งแผนรับมือน้ำท่วมภายใน 27 ต.ค. มั่นใจรับน้ำสูงได้ 1.5 ม. โดยเฉพาะ รพ.จุฬาฯ อาจไม่ท่วม แต่ทั่วไปให้เตรียมการรองรับน้ำสูงถึง 2 ม. ด้าน “อย.” แก้ปัญหายาและเวชภัณฑ์ขาดตลาด โดยเฉพาะน้ำเกลือหายไป 30% ให้องค์การเภสัชฯ เป็นหน่วยงานกลาง สั่งนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ต่างประเทศ ขนส่งทางไปรษณีย์

สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังไหลบ่าจ่อกรุงเทพฯ ชั้นในอยู่ในขณะนี้ ทำให้หลายหน่วยงานเตรียมตัวรับมือและปรับเปลี่ยนแผนรับสถานการณ์ โดยล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 2 ออกไปอีก จากเดิมที่ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนไปแล้วเป็นวันที่ 7 พ.ย. 2554 กับสถานศึกษาในพื้นที่ประสบอุทกภัยจำนวน 12 จังหวัดในสังกัด

ศธ. ได้แก่

  • กรุงเทพฯ
  • ชัยนาท
  • นครสวรรค์
  • นนทบุรี
  • ปทุมธานี
  • พระนครศรีอยุธยา
  • ลพบุรี
  • สิงห์บุรี
  • อ่างทอง
  • อุทัยธานี
  • สระบุรี
  • ฉะเชิงเทรา

ครั้งนี้ ศธ.จึงได้กำหนดเลื่อนเปิดภาคเรียนใหม่มาเป็นวันอังคารที่ 15 พ.ย.54 แทน 

          โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศธ.กล่าวว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขอให้สถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครองติดตามข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ของ ศธ. www.moe.go.th  ทั้งนี้ มีเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต แห่งเดียวเท่านั้นที่ขอเลื่อนเป็นวันที่ 28 พ.ย.54

            ด้านกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการเตรียมรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ เช่นกัน โดยนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้เกี่ยวข้องในการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในกทม.ว่า มีการหารือเตรียมการเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งได้สั่งการให้ รพ.ทุกแห่งรายงานผลการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมให้ สธ.ทราบภายในวันที่ 27 ต.ค.54 ว่าเครื่องมือแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ เพียงพอรับผู้ป่วยได้กี่วัน รวมถึงแผนการส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ.ที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อไปด้วย เพราะต้องไม่ลืมเรื่องการส่งต่อต้องใช้ทั้งรถยกสูงและเรือ

       รมว.สธ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รพ.ต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ สามารถรองรับน้ำท่วมได้สูงประมาณ 1.5 เมตร และบาง รพ.สามารถให้บริการได้แม้จะมีน้ำท่วม เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์ อย่างไรก็ตาม แม้ รพ.จะสามารถกั้นระดับน้ำได้ 1.5 เมตร แต่ตนได้สั่งการให้เตรียมรองรับสถานการณ์น้ำท่วมเอาไว้ถึง 2 เมตร

        “ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความตื่นตระหนก แต่เพื่อให้พร้อมในการรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และเพื่อให้มีความอุ่นใจ เพราะบาง รพ.สามารถอยู่ในน้ำได้เป็นเดือนๆ” นายวิทยากล่าว

    สถานการณ์น้ำท่วมทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ล่าสุด ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้หาทางแก้ปัญหา โดย นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย.กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงงานผลิตยาหลายแห่งถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้ รวมถึงที่มีการเก็บสต็อกไว้ก็ไม่สามารถขนส่งได้ ทำให้เกิดปัญหายาและเวชภัณฑ์บางชนิดขาดแคลน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้เชิญผู้ประกอบการยาทั้งผู้ผลิต, ผู้จำหน่าย, องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) มาประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหายาขาดตลาด

           ผลการประชุมมีมติใน 2 เรื่อง คือ 1.ในเรื่องการผลิต ขอให้ผู้ประกอบการยาทุกแห่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุวิกฤตการณ์น้ำท่วม แจ้งมายัง อย.ภายในวันที่ 4 พ.ย.54 ว่าจะประสานให้กับผู้ผลิตรายใดเป็นผู้ดำเนินการผลิตให้เป็นการชั่วคราว ซึ่งต้องผลิตทดแทนไปจนกว่าโรงงานเดิมจะสามารถเดินเครื่องการผลิตได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน อภ.จะเป็นหน่วยงานหลักในการสั่งนำเข้ายาบางตัวจากต่างประเทศในจำนวนเท่ากับที่ขาดหายไป และส่งมอบยาให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อกระจายไปยัง รพ.หรือร้านขายยาต่างๆ
สำหรับสิ่งที่กำลังขาด คือ น้ำเกลือและน้ำยาล้างไต โดยเฉพาะน้ำเกลือนั้นปกติมีผู้ผลิตอยู่ 4 ราย แต่บริษัทใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมากได้รับความเสียหาย ทำให้น้ำเกลือขาดแคลนกว่า 30% ยังเหลืออีก 3 แห่งที่ได้เพิ่มกำลังการผลิตแล้ว อีกทั้ง อภ.ยังได้สั่งนำเข้ามาแล้วอีกเช่นกัน ส่วนน้ำยาล้างไตนั้น เบื้องต้นโรงงานที่ไม่ได้รับความเสียหายจะเพิ่มกำลังการผลิต

          ปัญหาที่ 2 คือเรื่องการขนส่ง ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) ยินดีให้บริการขนส่งไปทุกพื้นที่ ทั้งที่มีขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ยกเว้นยาหรือเวชภัณฑ์ที่ต้องควบคุมความเย็น ดังนั้น ขอให้บริษัทยาที่มีความประสงค์จะใช้บริการสามารถติดต่อได้ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) ทันที

          “2 มาตรการนี้จะทำให้มั่นใจว่า ยาจะไม่ขาดหายไปจากตลาดแน่นอน ดังนั้นในช่วงนี้หาก รพ.ใดขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ ขอให้ใช้วิธีการหยิบยืมกันไปก่อน เพราะยาที่ อภ.สั่งเข้ามาจะถึงประเทศไทยภายใน 2 สัปดาห์” นพ.พิพัฒน์กล่าวและว่า บริษัทยาต่างยืนยันจะตรึงราคาให้ได้มากที่สุด ยกเว้นบางรายการที่มีราคาสูง เช่น ยานำเข้า

ที่มา :  ครูบ้านนอก.คอม