คุณภาพชีวิตคนไทย ทำไมต้องลอกวิธีการฝรั่ง


จากการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ครั้งที่ผ่านมาผลสัมฤทธิ์แทบจะทุกวิชาที่จัดสอบได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมากจึงเป็นที่มาของการกล่าวขานว่าการจัดการศึกษาในปัจจุบันคุณภาพตกต่ำอย่างน่าใจหาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงการสอบโอเน็ตมีปัจจัยแทรกซ้อนหลายอย่างที่ส่งผลต่อคะแนนไม่ว่าจะเป็นวิธีการตอบ ความยาก จำนวนของข้อสอบที่มีวิชาละไม่กี่ข้อและข้อสอบแต่ละปีก็คนละชุดส่วนผู้สอบก็คนละกลุ่มกัน รวมถึงการให้ความสำคัญของนักเรียนกับการสอบก็มีไม่มากนัก การมาด่วนสรุปว่าเด็กไทยมีคุณภาพต่ำ อาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงก็ได้

          เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อยากให้การแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาต้องพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเพื่อให้เด็กทำข้อสอบโอเน็ตได้คะแนนมาก ๆ จนลืมให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ไปเพราะเป้าหมายของการศึกษาแท้ที่จริงแล้วก็เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม คุณธรรม จริยธรรม ทักษะชีวิตสืบสานจารีตประเพณี ความดีงามของชาติและท้องถิ่นเพื่อให้การดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตมีความสุข เป็นคนดี คนเก่ง อยู่ในสังคมอย่างสมานฉันท์ มีทักษะการประกอบอาชีพตามบริบทความพร้อมของท้องถิ่นและประเทศชาติมีอยู่ 

           แต่การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะไปให้ความสำคัญกับวิธีการของต่างชาติมากจนเกินไปทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริหารการศึกษาที่มีอำนาจในการสั่งการส่วนใหญ่ไปเรียนรู้หรือศึกษาดูงานจากต่างประเทศกันมาก เลยลืมคิดถึงความเป็นไทยที่มีอุปสรรค ปัญหา ปัจจัยความพร้อม บริบททุกด้านรวมถึงศักยภาพของบุคลากรแตกต่างกับต่างชาติอย่างสิ้นเชิง วิธีการที่ไปลอกฝรั่งมาจึงใช้กับคนไทยไม่ค่อยได้ผล

           ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 จนมาถึงปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นเห็นเป็นรูปธรรมก็มีแค่การเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ทำให้ผู้บริหารได้รับระดับหรือซีที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการกลับอุ้ยอ้ายกว่าเดิม นี่ยังไม่รวมถึงวิธีการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การประเมินคุณภาพการศึกษาจากหน่วยงานภายนอก การสอบโอเน็ตที่ใช้หลักเกณฑ์หรือข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่น่าจะเหมาะกับบริบทและเป้าหมายการพัฒนาบุคลากรของชาติ ด้วยข้อแตกต่างในความพร้อมทั้งสถานศึกษาและศักยภาพของผู้เรียนทำให้การประเมินคุณภาพสถานศึกษาจากหน่วยงานภายนอกหรือการสอบโอเน็ตจึงไม่ค่อยได้ผลเพราะปัญหาที่มีอยู่แม้ไม่ต้องไปประเมินหรือจัดสอบให้สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมากทุกฝ่ายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว

           แต่เมื่อรู้อยู่แล้วยังทำก็ยิ่งเหมือนไปเพิ่มภาระงานอื่น ๆ ให้กับครูจนแทบไม่มีเวลาสอนหรือไปแก้ปัญหาให้เด็ก โดยเฉพาะการไปสร้างเจตคติให้กับผู้เรียนและวิธีการพัฒนาที่พลอยหลงทางไปด้วย เพราะเมื่อปัญหาที่พบจากการประเมินหรือจัดสอบดังกล่าวเป็นอย่างไร ครูผู้บริหารรวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบก็มักจะมุ่งเป้าไปแก้ปัญหาตรงจุดนั้นโดยเฉพาะปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ยิ่งผสมโรงกับเจตคติของผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานเข้าโรงเรียนดัง มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เด็กต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเรียนพิเศษ ติวข้อสอบ ที่เริ่มกันตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการวัดประเมินผลสารพัดรูปแบบจากหลายหน่วยงานที่จัดขึ้นปีละหลายครั้ง หรือเพื่อให้สามารถสอบเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้

          ยิ่งภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เด็กเรียนต่อในระดับสูงจนจบระดับปริญญา ด้วยการอำนวยความสะดวกจัดเงินให้กู้ยืมเรียนให้เริ่มฝึกการเป็นหนี้ตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งที่การเรียนรู้ที่สูงขึ้นนั้นผู้เรียนก็ยังไม่รู้เป้าหมายชีวิตและศักยภาพของตนเอง จึงหวังเรียนไปเพื่อให้ได้ใบปริญญา เมื่อจบออกมาหางานทำก็จะเลือกแต่งานบริหาร หรือเป็นมนุษย์เงินเดือนแม้จะไม่ตรงกับความรู้ ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ก็ตาม เพราะไม่สามารถที่จะกลับไปพัฒนาอาชีพดั้งเดิมที่บรรพบุรุษหรือท้องถิ่นมีความพร้อมอยู่ให้เกิดขึ้นได้ด้วยมีใบปริญญาค้ำศักดิ์ศรีอยู่นั่นเอง

        จากทั้งเจตคติและแนวทางการพัฒนาบุคลากรของชาติที่หลงทางดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเวลาที่หมดไปและเสียดายบุคลากรที่ต้องเดินผิดทางกับศักยภาพของตนเองมีอยู่เป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยที่มีความพร้อมและอุดมสมบูรณ์ทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก
มีอารยธรรมที่ทรงคุณค่าหาประเทศใดเปรียบเทียบได้ มีสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เอื้ออาทรต่อกัน แต่การศึกษาไม่สามารถพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงสุดสอดคล้องกับบริบทความพร้อมที่มีอยู่ได้ เมื่อการศึกษาหลงทางไปเดินตามฝรั่งสิ่งที่มีคุณค่าของประเทศทั้งหลายที่ว่านี้จึงเริ่มสลายหายไปจากจิตสำนึกของคนไทย ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย

        คงไม่ได้อยู่แค่คุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการอย่างเดียวเป็นแน่ เมื่อการพัฒนาคุณภาพบุคลากรที่ใช้วิธีการเดินตามหลังฝรั่งแล้วไม่ได้ผล แถมเกิดปัญหาตามมามากมายก็น่าจะหาทางหรือยอมถอยหลังกลับไปใช้วิธีการเก่าที่เคยใช้ได้ผลเหมาะสมกับความเป็นไทยปัดฝุ่นมาใช้ใหม่บ้างก็ได้ คงไม่มีใครว่าเชย หากดำเนินการแล้วเด็กไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นไปตามที่ชาติต้องการ ซึ่งวิธีการที่ว่านี้ จะขอนำมาเสนอให้เห็นเป็นตัวอย่างสัก 2 วิธีการ

            วิธีการแรก การให้ตกซ้ำชั้นสำหรับผู้เรียนที่มีผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะจากการใช้วิธีการซ่อมเสริมแทนการตกซ้ำชั้นได้สร้างนิสัยทางลบให้เกิดขึ้นกับเด็กมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัย ขาดความรับผิดชอบ ไม่ใส่ใจต่อการเรียน ขาดนิสัยรักการอ่านและการค้นคว้า ผู้เรียนขาดทักษะพื้นฐานความรู้ความสามารถที่จะทำให้การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นมีประสิทธิภาพ เมื่อได้เลื่อนชั้นแต่เรียนไม่ทันเพื่อนและครูต้องพลอยเสียเวลากับการแก้ปัญหาเฉพาะบุคคลจนทำให้เด็กกลุ่มใหญ่เสียเวลาไปด้วย หากนำระบบการสอบได้และสอบตกซ้ำชั้นมาใช้ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพเต็มตามศักยภาพได้มากขึ้น

             วิธีการต่อมา ก็คือ การจัดรูปแบบโรงเรียนให้สอดคล้องศักยภาพและความต้องการของท้องถิ่นเป็นไปตามบริบทของพื้นที่ ทั้งนี้ด้วยปัญหาและความต้องการในคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเด็กบางพื้นที่ต้องการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น บางพื้นที่ต้องการมีวิถีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นในขณะเดียวกันบางพื้นที่ยังต้องแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ ให้อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีคุณลักษณะสุขนิสัยที่ดีขึ้น การที่ไปจัดการศึกษาโดยใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด โดยใช้หลักสูตรเดียวกัน ให้เรียนรู้ 8 กลุ่มสาระกับอีก 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเหมือนกัน นโยบาย โครงการจากหน่วยเหนือก็สั่งให้ทำเหมือนกัน รวมถึงการวัดผล ประเมินคุณภาพสถานศึกษาจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน คุณภาพชีวิตของเด็กที่จะให้เป็นไปตามศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่จึงเกิดได้ยาก

        ดังนั้นเพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและพัฒนาบุคลากรของชาติได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จึงน่าจะจัดโรงเรียนออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

          1. โรงเรียนที่จัดการศึกษารองรับเด็กที่มีศักยภาพเฉพาะด้านในสาขาต่าง ๆ ให้ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาต่อยอดไปสู่ความเป็นเลิศ เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความพร้อมแข่งขันกับต่างชาติ หรือออกมาเป็นผู้นำด้านวิชาการและผู้บริหารจัดการในอนาคต

         2. โรงเรียนที่จัดการศึกษาเพื่อมุ่งเป้าพัฒนาบุคลากรให้มีพื้นฐานความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิตที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมที่จะออกไปดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ประกอบอาชีพตามความถนัดและสนใจเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่นเพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาผลผลิตที่ตรงกับทรัพยากรของชาติที่มีอยู่ให้กลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงและเกิดเถ้าแก่น้อยในทุกหย่อมหญ้า

         3. โรงเรียนสำหรับแก้ปัญหาและพัฒนาให้กับกลุ่มที่ขาดความพร้อม อาทิ เด็กพิเศษ เด็กที่มีปัญหาอ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ เด็กเร่ร่อน ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังมีเด็กลักษณะดังกล่าวอยู่จำนวนมากในหลายพื้นที่ หากเด็กเหล่านี้ได้รับการแก้ปัญหาและพัฒนาเฉพาะตรงกลุ่มหรือตรงจุด ก็จะสามารถพัฒนาคุณภาพให้เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

          หากสามารถจัดรูปแบบโรงเรียนได้เช่นนี้จะช่วยทำให้การกำหนดหลักสูตรโครงการ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน การจัดสรรงบประมาณจะเกิดประสิทธิภาพตามมา ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้แม้จะเป็นเรื่องเก่าและทำได้ยากในยุคสิทธิมนุษยชนกำลังเบ่งบาน แต่หากการจัดการศึกษายังใช้วิธีการแบบเหมารวมเช่นปัจจุบันนี้ก็คงเหมือนการรักษาคนไข้ที่มีอาการแตกต่างกันไปแต่วิธีรักษาหรือให้ยาเป็นชนิดเดียวกันทั้งหมดหากอาการไข้ใดตรงกับยาที่ให้ก็จะได้ผล แต่หากวิธีรักษาและยาให้ไปไม่ตรงอาการแล้วนอกจากผู้ป่วยจะไม่หายแล้วอาการอาจจะทรุดหนักเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ เปรียบเทียบให้เห็นเช่นนี้ก็คงพอมองออกแล้วว่าจะพัฒนาบุคลากรของชาติอย่างไรถึงจะได้ผลนะครับ.

 

กลิ่น สระทองเนียม  
เดลินิวส์  26 กรกฎาคม 2554

One thought on “คุณภาพชีวิตคนไทย ทำไมต้องลอกวิธีการฝรั่ง

ปิดการแสดงความเห็น